CLICK HERE FOR BLOGGER TEMPLATES AND MYSPACE LAYOUTS »

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

การกลับมาอีกครั้งของ ละครเวทีเรื่อง “ไฟล้างบาป"


พระจันทร์เสี้ยวการละคร ภูมิใจเสนอ การกลับมาอีกครั้งของ เพิ่มวิดีโอ
ละครเวทีเรื่อง “ไฟล้างบาป"



เรื่องเพี้ยนๆของผู้หญิงสามคนที่พบว่าตัวเองตายและมาเจอกันในสถานที่ที่หนึ่ง ที่คาดเดาว่าคือนรก ทั้งสามคนต่างตั้งคำถามว่าทำไมพวกเธอจึงต้องมาที่นี่ เมื่อไม่ได้คำตอบ พวกเธอจึงร้องเรียกหาพระเจ้าแห่งโลกหลังความตาย ให้มาไขคำตอบและตัดสินว่าพวกเธอจะต้องอยู่ที่นี่ ไปสวรรค์ หรือ จะทำอย่างไรกับพวกเธอกันแน่?



"ไฟล้างบาป" เป็นละครที่พัฒนาจากโครงการ Mekong Performing Arts Laboratory 2006 ที่ฮานอย ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นโครงการฝึกฝนและแลกเปลี่ยนทักษะด้านการละครของศิลปินในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง แสดงครั้งแรกที่ Hong Ha Theatre ประเทศเวียดนาม เดือนกันยายน
กลับมาแสดงครั้งที่สอง ในงานเทศกาลละครกรุงเทพฯ 2006 ที่สวนสันติไชยปราการ ถนนพระอาทิตย์
และออกแสดงทัวร์ใน 10 มหาวิทยาลัยในปี 2007



กลับมาอีกครั้งเพื่อแสดงในงานเทศกาล Mekong Arts and Media Festival 2009 ที่ประเทศกัมพูชา
และจะกลับมาแสดงอีกครั้งแสดงโดยสุมณฑา สวนผลรัตน์, ฟารีดา จิราพันธุ์, ศรวณี ยอดนุ่น และ สินีนาฏ เกษประไพ



แสดงวันที่ 3 – 7 ธันวาคม 2552รอบเวลา 19.30 น. (ความยาว 45 นาที)
บัตรราคา 250 บาท (นักเรียน, นักศึกษา 200 บาท)
เพียง 5 รอบเท่านั้นที่ Crescent Moon Space


โทรจองบัตรได้ที่ 081 259 6906 และ 083 995 6040

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อ่านได้มั้ย

คณุอาน่ได้มยั้
ถ้าคณุอาน่บทคาวมนี้ได้ คณุมีความคดิที่แขง็แรงพอสวคมรเลยนะ คณุอาน่ได้หรอืเลป่าล่ะ มีแค่ 55 คนจาก 100 เท่านนั้แล่หะที่อาน่ได้
ฉนัไม่อายกจะเชอื่เลยว่า
ฉนัเข้าใจสงิ่ที่ฉนักำลงัอาน่อู่ยนี้ มนัเปน็ปฎกราากรณ์ของคาวมคดิของม์ษุยน
ผลกราศกึาษวจิยัจาก มวหายิทัาลย แบมคิร์จด ก่าลวว่า
มนัไม่สคำญเลยว่าตวัอรัษกเยีรงถตอ้กูง
หรอืไม่ในคำคำหนงึ่ มนัสคำญแค่ว่า ตวัอษักรแรก
และตวัอษกัรตวัสดุทาย้ของคำนนนั้
อู่ยในตนำแห่งที่ถกูตอ้ง
ที่เลืหอนนั้มนัจะมวั่ซวั่อ่ายงไร คณุก็อาน่มนัได้อู่ยดี ไม่มีปหญัา
ที่เปน็อาย่งนี้เราพะคาวมคดิของมษุน์ยนนั้
ไม่ได้อาน่ตวัอษกัรทกุตวัซกัหอน่ย แต่อาน่เปน็คำเตม็ ๆ คำ สดุยอดเลใช่มยั้ล่ะ...ใช่เลย แต่ยงัไงฉนัก็คดิว่าการสกะดมนัสคำญันะ ถ้าคณุอาน่บควาบมนี้ได้ ชว่ยสง่ตอ่หอน่ยนะ

ฉะนั้น...ความสับสันวุ่นวายไม่ได้เป็นเหตุทำให้เราไปต่อไม่ได้
และเราไม่ควรจะวิตกจริตกับสิ่งต่างๆ
ที่ประดังประดาถ่าโถมเข้ามาในชีวิต...จนเกินเหตุ
จงเผชิญกับมันเถิด...แล้วเราจะรู้ว่า เราสามารถอ่านปัญหาที่ดูงงงวยได้ไม่ยากนี่นะ
และ...สามารถเผชิญหน้ามันต่อไปได้จนถึงความสำเร็จ ใช่.....คุณยังไหว.....และคุณอ่านมันได้ (ใช่รึป่าวคระ)

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Thank U "ติสตู"


จบลงไปแล้วสำหรับละครหุ่นเรื่องติสตู นักปลูกต้นไม้ เด็กน้อยผู้จุดประกายแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน เด็กน้อยผู้จุดรอยยิ้มเล็กๆให้เกิดขึ้นในหัวใจ และเด็กน้อยผู้ทำให้ใครหลายคนต้องน้ำขนาดตัวอักษรตาซึม
โปรดักชั่นเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่มาก กับการเตรียมงานที่ยาวนาน แต่มีเวลาซ้อมเพียงเล็กน้อย ทำให้ฉันรู้สึกรักโปรดักชั่นนี้ที่สุดโปรดักชั่นหนึ่ง
ระหว่างทางของการค้นหาละครที่สร้างมาจากนินทานเล่มเล็กๆของฝรั่งเศส แต่เนื้อหามันช่างยิ่งใหญ่เกินใครหลายคนที่จะคิดฝันได้ ทำให้พวกเราเหฯน็ดเหนื่อยกับการคิดว่าจะทำเรื่องนี้ออกมายังไงดี มันเป็นละครหุ่นผสมผสาน ที่ต้องเลือกว่าเราจะผสมอะไร และตัดอะไรออกไป ทั้งนี้ทั้งนั้น การนำเสนอของเราเด็กจะต้องดูได้ และต้องมีประเด็นบางอย่างที่เราต้องการสื่อสารกับผู้ชม
โปรดักชั่นที่ทีมงานต่างมีเวลาจำกัดบีบรัด บวกกับหลายคนที่มีงานสุมหัวกองพะเนินทำให้ช่วงเวลาหนึ่งฉันคิดว่า ติสตูเอ๋ย เราจะไหวกันมั้ยนะ แต่ถึงวันนี้เราก็ผ่านมันมาได้
สินีนาฏ เกษประไพ ผู้กำกับของเรา พูดในวันปิดโปรดักชั่นว่า "ถ้าเราไม่เจออึปสรรคแล้วก้าวข้าม เราก็จะไม่มีทางรู้ว่าจริงๆล้วเราก็ทำได้" คำพูดนี้จุดประกายบางอย่างให้เกิดขึ้นในหัวใจฉันเป็นอย่างมาก ได้แต่นึกในใจ ขอบคุณนะติสตู
วศิน มิตรสุพรรณ จากลุ่มละครหุ่นสายแกะดำดำ ที่ทำงานร่วมกับพระจันทร์เสี้ยวการละครบอกความรู้สึกการทำงานว่า แม้ว่าจะเหน็ดเหนื่อยและอยู่กันน้อย ซึ่งโดยปกติการทำงานหุ่นจะต้องอยู่ด้วยกันทำหุ่นด้วยกันเป็นเดือนๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง แม้มันจะเหน็ดเหนื่อยและทุลักทุเล แต่ทั้งหมดก็เป็นพลังงานด้านบวก (ช่างเป็นคำพูดที่น่าประทับใจสำหรับคนฟัง) ฉันอยากขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคน ที่มาช่วยกันทำโปรดักชั่นนี้ได้สำเร็จ มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่เวลาที่พอจะมีให้ อาจมีการเหวี่ยงกันบ้าง เห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่อย่างน้อยพวกเราก็ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นกันมาได้แล้ว
ขอบคุณติสตู เด็กตัวเล็กๆ ที่คิดจะหยุดสงครามบนโลกใบนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอก็หายไป ฉันไม่รู้ว่าติสตูหายไปไหน แต่ตอนนี้เธออยู่ในใจเราเสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ติสตู นักปลูกต้นไม้
















ช่วงนี้กำลังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของติสตู เด็กน้อยผู้หยุดสงครามด้วยดอกไม้
ครั้งแรกของพระจันทร์เสี้ยวการละครกับการจับงานหุ่นสาย ร่วมกับกลุ่มละครแกะดำๆ
นำเสนอรูปแบบของละครหุ่นผสมผสาน
กว่าจะผสมเสร็จสิ้นกระบวนการ ทำเอาชีวิตจะหาไม่ไปตามๆกัน

เปิดการแสดง 4 รอบเท่านั้น ในวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน นี้
อย่าลืมไปให้กำลังใจติสตูกับพวกเรากันเยอะๆนะ
ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของพระจันทร์เสี้ยวการละคร และบล๊อกของเราได้เล๊ยยยย

แล้วผลจะเป็นยังไง จะมาเล่าให้ฟังนะ
งิงิ

วันนี้ไปนอนก่อนดีกว่า ZzZzZZZ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

Hamlet การแสดงเดี่ยวของ นพพันธ์ และการกำกับของ พี่บิ๊ก ดำเกิง

ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสชมการแสดงเดี่ยวดีๆอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงเดี่ยวครั้งแรกของนพพันธ์ นอกจากภาระใหญ่หลวงที่ได้รับคือการเล่นคนเดียวแล้ว เขายังต้องเล่นเป็นตัวละครอีกถึง 8 ตัวเลยทีเดียว ซึ่งนั่น ในสายตาของดิฉันมันคงไม่ใช่เรื่องง่าย

ดิฉันไม่ได้เตรียมทำการบ้านก่อนไปดูหรือใดๆทั้งสิ้น ไม่เคยอ่านบทละครเรื่องแฮมเลต ไม่เคยชมละครเวทีเรื่องแฮมเลต ไม่เคย ไม่เคย และไม่เคยอะไรใดๆเกี่ยวกับแฮมเลตทั้งสิ้น และคิดไม่ออกว่าละครเรื่องนี้จะสนุกยังไง

ไม่น่าเชื่อว่าแม้ว่าดิฉันจะไม่เคยทำความรู้จักกับแฮมเลตมาก่อน นพพันธ์ ในฐานะนักแสดง และ พี่บิ๊ก ดำเกิงในฐานะผู้กำกับ บวกกับทีมงานทุกคน ก็สามารถทำให้คนดูอย่างดิฉัน สนุกสนานและเพลิดเพลินไปกับการชมละครครั้งนี้ได้อย่างไม่เบื่อตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมง ดิฉันขอชื่นชมในการฉลาดใช้ space เล็กๆ กับฉากขาวที่เลื่อนเปิดปิดได้ + ภาพ VDO ที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ขอชื่นชมนักแสดงอย่างนพพันธ์ ที่สมารถทำให้คนดูอย่างดิฉันมีความสุขกับการมองเค้าเปลี่ยนคาแร็คเตอร์เป็นตัวละครต่างๆได้อย่างลื่นไหล ขอชื่นชมพี่บิ๊ก ดำเกิง ในฐานะที่เป็นสุดยอดผู้กำกับคนนึงในวงการละครไทยที่สามารถนำบทละครต่างประเทศมาดัดแปลง หรือ ตัดตอน ได้อย่างเข้ากับบริบทและความต้องการของผู้ชมที่เป็นคนไทย (อาจจะไม่ทุกคน แต่อย่างน้อยก็ดิฉัน 1 คน)

แม้ว่าแฮมเลตเวอร์ชั่นนี้อาจไม่ใช่ละครฟอร์มยักษ์ ไม่ได้เล่นในโรงละครใหญ่ๆ อาศัยพื้นที่เล็กๆกับนักแสดงเพียงคนเดียว แต่มันกลับส่งผลกระทบต่อความประทับใจได้อย่างที่คิดว่าอาจไม่รู้ลืมเรื่องหนึ่งได้เลยทีเดียว

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2552

สันดานกา


เมื่อวานนี้ (30 ม.ค.52) เพิ่งมีโอกาสดูละครเรื่องสันดานกา ของกลุ่มละครบีฟลอร์ นี่เป็นครั้งแรกที่ดูละครของบีฟลอร์แล้วไม่ได้ดูตอนที่พวกเค้าซ้อมกันเลย ต้องออกปากว่ายอมรับในการเปลี่ยนแปลงอีกก้าวของบีฟลอร์ที่ไม่ได้ใช้แต่เทคนิค Physical Theatre อย่างเดียว แต่นำเอาเทคนิคการแสดงแบบ Butoh เข้ามาผสมผสานได้อย่างค่อนข้างลงตัวสำหรับคนดูแบบดิช้านนะฮ๊า... และข้าน้อยคง ”ไม่อาจเอื้อม”ที่จะทำการ “ชี้แนะ” ละครเรื่องนี้แต่อย่างใด แต่มันดันนอนไม่หลับนี่สิ!! กลิ้งไปมาอยู่หลายตลบก็ต้องลุกขึ้นเขียนความรู้สึกที่มีต่อละครเรื่องนี้เพื่อระบายความใคร่อะไรบางอย่างให้ได้ ตอนนี้ เวลานี้เท่านั้น เดี๋ยวลืม ...และนี่ก็ ตีสี่แล้ว+++


สันดานกา ( SAN-DAN-KA ) คำว่า “สันดาน” โดยปกติจะหมายถึงนิสัยที่มีมาแต่กำเนิด คือ ความสืบต่อแห่งจิต คือกระแสจิตที่เกิดดับต่อเนื่องกันมา ... เรียกง่ายๆก็คงจะเป็น “สันดาน” ที่เราก็ใช้กันอยู่ทั่วไป แต่ทำไมต้องมี “กา” เพราะถึงแม้ว่ากาจะเป็นสัตว์เลวร้าย กินมาก รุมทึ้ง แต่มันก็กินแค่อิ่มท้องของมัน ไหนเลยจะสู้คน....กินเท่าไหร่ไม่รู้จักอิ่ม ทึ้งกันให้ตาย ฆ่ากันให้พอ มันน่าจะเปลี่ยนจาก ”กา” มาเป็น “คน” แทน ....พอแล้ว ชักนอกเรื่อง
มาทราบภายหลังไปนิดส์นึงว่า อ้อ!! ที่แท้พี่คาเงะก็ได้ แรงบันดาลใจมาจากภาพวาด “ภิกษุสันดานกา” ของ อ.อนุพงษ์ ที่เป็น talk of the town แห่งวงการพระพุทธศาสนาของบ้านเราอยู่ช่วงหนึ่งนั่นเอง ... ว่าแต่เขียนมาถึงตรงนี้แล้วความรู้สึกยังไม่ออกมาซักคำ!!!


เอ้า เริ่มซักที...ละครจะแบ่งเป็นซีนย่อยๆ ค่อนข้างดูยากดูเย็นอยู่เหมือนกัน (อาจเป็นเพราะเพิ่งดูครั้งแรก ปกติดูของเค้าหลายครั้งมันก็อินไปเรื่อยๆตีความไปเรื่อยๆและซาบซึ้งไปเรื่อยๆ) ช่วงแรกชอบมาก มันสวย มันงาม ภาพที่ออกมามันหลายความรู้สึกมากตีกันจนยุ่งตรงบริเวณใจกลางช่องท่อง แค่ประมาณ 7 นาทีแรก จำได้ว่าตอนนั้นนั่งบีบมือ ตัวเกร็ง ขบกราม หลังไม่ติดพนักเก้าอี้ (ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่เป็นอย่างนั้นจริงๆ) จนพอถึงช่วงหนึ่งถึง Relax ขึ้นมาได้ ...ค่อยยังชั่ว เรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ มีนั่นโผล่ นี่มา โอ้ จารุนันท์หรือนั่น นึกว่าสาวจากแดนปลาดิบมาเอง สวยจริง อาโน.....เนะ ...เรื่องราวดำเนินต่อไป มีนั่นสลับนี่ หญิงออก ชายเข้า ตัวพ่อมา ความรู้สึกช่วงนั้นก็มีสลับกันไป เกร็ง...ขำ...ลุ้น...เจ็บปวด (ยุงมันกัดอ่ะ)...ล่อเล่นน่ะ เจ็บปวดจริงๆ...จำได้ว่าศรีษะเกร็ง เจ็บที่ใจ แอบกำมือกระแทกอกเบาๆไปสองที กลัวพี่ที่นั่งติดกันตกใจ อาจเป็นเพราะช่วงสองสามคืนที่ผ่านมาเจอข่าวความเสื่อมของพุธทศาสนาสองข่าวที่พาลให้อินจัด...ข่าวหนึ่งอยู่สูงหน่อย แต่แฟชั่นจีวรเค้ามาแรง แต่งตัวไม่แพ้กระเทยหัวเกรียนแถวสยามเลยทีเดียว ส่วนอีกข่าวก็ลงใต้ไปหน่อย นี่ก็รุ่นใหญ่ รุ่นเดอะ ขู่ขาหนุ่มที่เรียกใช้บริการถึงกุฏิเป็นประจำบุกอาลาะวาดคู่ขาหนุ่มคนใหม่ถึงกุฏิขณะทำกิจ เลยตบะแตกซัดโครมเข้าให้ที่คู่ขาคนเก่า เป็นเรื่องเป็นราวเดือดร้อนตำรวจมาไกล่เกลี่ยประจานความเสื่อม !!! ย้อนกลับไปนึกถึงภาพภิกษุสันดานกาที่เป็นข่าวตอนนั้น อยากบอกคนที่เข้ามาวิจารณ์ผลงานอาจารย์ว่าหมิ่นศาสนาจังว่า เท่านั้นมันยังน้อยไป !!!
กลับเข้าเรื่องมาสู่ละคร ละครก็ดำเนินเรื่อยไป ต่างสถานการณ์ต่างเวลา รู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง แต่มาถึงตอนจบ อีกซีนที่สวยงามก็ทำให้คิดได้ว่า เฮ้อ...มันเป็นวัฏฏะ มันก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ และมันก็จะเป็นอย่างนี้ร่ำไป ตามกระแสจิตที่ดับสืบต่อกันมาเป็น”สันดาน”


แต่ก็นั่นล่ะ จะมาปลงกันง่ายๆได้ยังง๊าย...ก็ในเมื่อถ้าตัดกิเลส ส่องสันดานตัวเองแล้วตระหนักได้ว่ายกเอาสันดานกาออกไปไม่ได้ แล้วจะห่มผ้าเหลืองกันอยู่ทำม๊ายยยยยยยยยยยยย....

นับว่าละครเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องนี้คนชอบดูละครน่าจะไปดูเลยทีเดียว คอนเฟิร์ม!!! บางคนอาจคิดว่ายาก บางคนอาจไม่เคยดูแนวนี้ ของแบบี้มันต้องลอง ลองแล้วจะติดใจ แน่นอนว่าแม้จะดูรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่คงได้ประสบการณ์ใหม่ๆเยอะเลยทีเดียว คอนเฟิร์ม!!อีกที
อ้อ...ใครจะไปดู พกตะไคร้หอมกันยุงไปก็ดีนะ ยุงที่นั่นดุมาก แรกๆไม่เท่าไหร่...ท้ายเรื่องนี่ทั้งกัดทั้งทึ้ง...สงสัยติดนิสัยสันดานกา!!!
นอนล่ะ............._^_ zZzZ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2552

Friend




To have friend,


Isn't so difficult


But to keep friends


Forever with us,


With love and understanding,


No once ever says


It easy at all.




.......................




การมีเพื่อน


จริงๆแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก


แต่..การที่จะรักษาเพื่อนไว้


ให้อยู่กับเราตลอดไป


ด้วยความรักความเข้าใจ


ไม่เคยมีใครบอกเลย


ว่าเป็นเรื่องง่าย

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

7-8 ก.พ.นี้ ความรักจะอยู่รอบตัวคุณ




อ่าน(เรื่อง)รัก


อ่านรักจากวรรณกรรมโดยนักทำละครหลายคน ได้แก่


สวนีย์ อุทุมมา

สายฟ้า ตันธนา

คานธี อนันตกาญจน์

อภิรักษ์ ชัยปัญหา

ปานรัตน กริชชาญชัย

เกรียงไกร ฟูเกษม

นพพันธ์ บุญใหญ่

ศรวณี ยอดนุ่น

เบญจ์ บุษราคัมวงศ์

สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล


@ Crescent Moon Space

สถาบันปรีดี พนมยงค์ (ซ.ทองหล่อ)
7 – 8 ก.พ. 2552เวลา 15.00 และ 19.30 น.
สำรองที่นั่งได้ที่ โทร 081 259 6906 ชมฟรีไม่เสียค่าบัตร


(รับผู้ชม 30 ที่นั่งต่อรอบเท่านั้นนะจ้ะ)